เรียนกฎหมายพร้อมฝึกงาน ที่อเมริกายากมั้ย?

เรียนกฎหมายพร้อมฝึกงาน ที่อเมริกายากมั้ย?

Study Law School in USA
เรียนกฎหมายที่อเมริกาเริ่มยังไง?

Nook : สวัสดีค่ะ ชื่อ นุ๊กนะคะ ตอนนี้เรียนอยู่ที่ USC นะคะ University of Southern 
California

ABROADY : มาเรียนที่นี่ได้กี่ปีแล้วคะ
Nook : ตอนนี้มาเรียนได้ปีครึ่งแล้วค่ะ

ABROADY : ก่อนมาไทยทำอะไรอยู่
Nook : ก่อนมาใช่มั๊ย ก็จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ตอนแรกจะไปเรียนเนฯ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเมกาดีกว่า เพราะว่าตอนแรกอยากเป็นผู้พิพากษา ก็เลยมาเอาปริญญาตรีที่นี่ก่อน 
 

 
“การเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน”

Nook : สำหรับ LAW School เขาต้องการเอกสารก็คือ เกรดเราแน่นอน ก็คือ Transcript , Letters of Recommendations 2-3 ฉบับ แล้วก็ SOP ก็คือ Statement of Personal  ก็คือเขียนรายละเอียดว่าเป็นมาอย่างไร ชีวิต Background เราคืออะไร แล้วทำไมเรา อยากมาเรียน แล้วทำไมยูถึงเลือก USC ก็ต้องเยินยอมหาวิทยาลัยเขาด้วยนะคะ 

“โอ้ ฉันอยากเข้ามากเลยเพราะมหาวิทยาลัยคุณมีชื่อเสียงอะไรหยั่งงี้” 

ABROADY : มีใครช่วยเขียนให้ไหม
Nook : ตอนแรกเราเขียนเองแหละ แต่ว่าเราให้ครูที่สอนภาษาเราไปตรวจ ว่ามันเป็นยังไง ให้เค้าแก้เรื่อง Grammar สำคัญ ใช่เพราะแกรมมาร์ต้องOK ต้องดู Formal หน่อยเน้อะ 

ABROADY : ปัจจัยหลัก
Nook : ที่สำคัญคือสอบ IELTS/TOEFL มาด้วย สำคัญมาก!!!

ABROADY : ต้องระดับหรือ Level  เท่าไหร่ถึงจะ Accept ในมหาวิทยาลัย Rank
Nook : 6.5+ เซฟมาก Play Safe

ABROADY : มหาาวิทยาลัยดูอะไรเป็นหลัก ในสิ่งที่ยื่นไปทั้งหมด
Nook : อย่างแรกเลยคือ GPA เรา Law School ต้องยื่นเข้าระบบกลางเรียกว่า LSAC ก็คือเป็นระบบกลางที่ใช้วัดประเมินนักเรียน คือเราส่งเอกสารให้ Organization นี้แล้วเขาจะส่งไปมหาวิทยาลัยแต่ละที่ ที่เราเลือก คือเราเลือกได้หลายมหาวิทยาลัยนะ 

ถ้าเขายังเปิดรับอยู่ ไม่ได้เกิน Deadline เขา แล้วเขาก็จะวัดว่ามหาวิทยาลัยที่เราจบมามีคุณสมบัติพอไหมที่เราจะรับเข้าเรียน และที่สำคัญนะ ถ้าจบมาอย่าง ABAC จุฬา ธรรมศาสตร์ หรือ ม.ขอนแก่น ก็มหาวิทยาลัยรัฐ ส่วนมากมีชื่อเสียงของไทย

ABROADY : ได้หมด?
Nook : ได้หมด



“การฝึกงาน”

Nook : พอดีพี่มีโอกาสได้ฝึกงานที่สำนักงานกฎหมาย ตอนแรกที่อยากทำเพราะ อยากได้ประสบการณ์ด้วยใช่ไหม ส่ง Email ไป เราก็ส่งกระจายไปทั่วทุกที่  แต่ทีนี้คิดว่าโทรไปเลยดีกว่า ก็เลยโทรไป หนึ่งเลยเราได้ข้อมูลจาก นสพ. ไทย

จริงๆ มันเป็น Lawfirm ที่เจ้าของเป็นคนไทย คือเขาเกิดที่นี่แล้วก็เป็นทนาย เราก็เลยโทรเลย เขาก็พูดไทยได้อยู่แล้วคุยกัน เขาก็เรียกไปสัมภาษณ์ ส่วนมากเราจะทำเรื่องเกี่ยวกับ Immigration แล้วก็ Family Laws และ Business นิดหน่อย

มีเตรียมเอกสาร มีกรอกข้อมูล กรอกใบสมัครเกี่ยวกับ Immigration เกี่ยวคำร้องอะไรอย่างนี้ พวกใบเขียว ขอ Visa ขอ สัญชาติ อะไรประมาณนี้ พี่จะได้ดูตรงนี้ค่ะ พี่แนะนำให้ฝึกงาน เพราะเราใส่ Resume ให้เราได้ เป็นประสบการณ์ให้เราด้วย ก็คือทำฟรี แต่พี่เค้าก็ใจดี บางทีเค้าก็ให้เล็ก ๆ น้อย ๆเป็นค่าน้ำมันรถ 

“การปรับภาษา”
Nook : ต้องสามารถฟังได้และที่สำคัญคือเขียน เพราะมันต้องใช้ในการเรียน


ABROADY : แล้วถ้าสมมุติว่าอยู่ไทยแล้ว Level ไม่ดีควรทำอย่างไร
Nook : ควรมาปรับภาษาก่อน เพราะว่าเราจะเรียนไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้เรื่อง จริงๆ เพราะอาจารย์เขาสอนๆ ไป เราก็ต้องฟังให้เข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร แล้วหนังสือมันต้องอ่านเยอะ

ABROADY : ถ้าพี่มาเรียนปรับภาษา กี่เดือนถึงจะใช้ได้จริงกับมหาวิทยาลัย
Nook : มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าเขามีระดับไหน Basic ขนาดไหน ถ้าภาษาเขาดีอยู่แล้วหรือกลาง ๆ มาปรับแป๊บเดียว 3-4 เดือนเขาก็ได้ แต่ว่าถ้าภาษาไม่ได้เลยก็ต้องใช้เวลานานหน่อย มันสำคัญอย่างนึงที่เรามาปรับภาษาที่นี่คือ 

ถ้าเราพยายาม Hang Out กับเพื่อนชาติอื่น หรือถ้าเป็นคนอเมริกันเลยยิ่งดี มันจะช่วยเราเรื่องทักษะการพูด เพราะว่าการฟัง อ่าน เขียน มันปรับได้อยู่แล้ว คนไทยเก่งนะ เขียนกับอ่าน แต่ว่าการพูด ต้องพัฒนา ซึ่งมันใช้เวลามากพูดอ่ะ ตอนแรกก็พูดไม่ได้แหละ แล้วก็ Hang Out กับเพื่อนชาติอื่น ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน 


“ชีวิตในอเมริกา”

Nook : เรียนแหละ เพราะลงไป 15 ยูนิต ก็เยอะอยู่เหมือนกัน อ่านหนังสือ ตามไสตล์ 
Hang Out กินข้าวกับเพื่อน ช้อปปิ้ง

ABROADY : การเรียนการสอนที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง
Nook : เอาง่าย ๆ เลยกฎหมายเหมือนกันทุกที่ คือ Lecture ก็คือจะเข้าเรียน ฟังบรรยาย แล้วก็เตรียมตัวสอบ

ABROADY : แล้วสอบยากไหม?
Nook : สอบยากไหมขึ้นอยู่กับวิชา ถ้าวิชายากๆ อย่างเช่นกฎหมายภาษี Tax Station ที่เรียนกับ JD แต่โชคดี ถ้าเราไม่ได้เรียนเมกาเกิน 5 ปี หรือว่าเราไม่ใช่ Native 

Speaker เขาจะเพิ่มเวลาให้เรา 15 นาทีต่อชั่วโมง ถ้าเราสอบ 3 ชั่วโมงเขาก็ขยายให้  45 นาที ถ้าไม่มีนะคะ ตายค่ะ ฮ่าๆ 

ABROADY : แล้วถ้าเทียบข้อสอบที่ไทยกับที่เมกา อันไหนยากกว่า 
Nook : สำหรับพี่ที่นี่ง่ายกว่านะ ถ้าตัดเรื่องภาษาออกไปนะ ที่นี่มันยากเพราะว่า หนึ่งเราต้องดิวกับเรื่องภาษาแหละ แล้วพี่ว่า LM ไม่ได้เรียนยากกว่า JD

L.M. คือ Master of LAWS  คนที่เลือกเรียน LM ได้จะต้องจบนิติศาสตร์ ป.ตรี  จากเมืองนอกประเทศอื่น ที่ไม่ใช่เมกา แล้ว J.D. คือนักเรียนกฎหมายเมกาทั่วไป ที่เรียน 3 ปี  ซึ่ง JD เค้าต้องจบ ป.ตรีมาก่อน ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม แล้วก็เข้ามาเรียนกฎหมายโดยเฉพาะอีก 3 ปี ซึ่งถ้าเทียบแล้วนะ ถ้าคนที่นี่อยากเป็นทนายของที่นี่ต้องจบประมาณ 7 ปี

ABROADY : เรียนที่นี่มีดราม่าไหม? มีสัญชาติอะไรบ้าง
Nook : ส่วนมากเป็นคนจีน เยอะมาก USC นี่เป็น University of China (ขำๆ) 

คือเยอะมากจริง ๆ ด้วยความที่เป็นลอสแองเจลิสด้วยแหละมั้ง และความที่ได้เพื่อนดีด้วยแหละ เลยไม่มีดราม่าเลย พยายามหาเพื่อนต่างชาติ จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ จะได้เข้ากับที่นี่ได้

“มีอะไรฝากถึงน้อง ๆ ไหม”

Nook : อย่างแรกคือ แรงใจเลย แรงใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณภาษาดีอยู่แล้วนะ ภาษีก็จะดี ก็มาเรียนปรับตัวได้ง่าย ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะพัฒนาไม่ได้ ทุกคนก็พัฒนาได้ มีความตั้งใจ อย่างแรกชอบเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ หรือมีประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต ได้เปิดโลกกว้างให้ตัวเองด้วย 

 

“เรียนต่อต่างประเทศได้อะไรมากว่าที่คุณคิด รู้แบบนี้แล้ว ไปหาโปรแกรมเรียนกันเลยคะ “

 

ถ้าพร้อมแล้ว Let’s Go

 

รู้แบบนี้แล้วรอช้าอยู่ใย รีบตามหาโปรแกรมที่ใช่ ประเทศที่โดน แล้วไปพัฒนาศักยภาพในตัวกันเลยค่ะ พี่ๆ ABROADY ได้แนบลิ้งค์เพื่อให้น้อง ๆ พี่ ๆ ได้เข้าไปเพื่อสามารถเช็ค

โปรแกรม ประเทศ และราคาได้ด้วยตัวเองด้านล่างนี้ พร้อมสามารถกดจองโปรแกรมที่สนใจไว้ได้เลย หากมีข้อสงสัยด้านการไปเรียนต่อต่างประเทศสอบถามทีมงาน ABROADY ได้ตลอดเวลาคะ


 Click อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 

Powered by MakeWebEasy.com