เบื่องาน เหตุผลที่ไปเรียนต่ออเมริกา

เบื่องาน เหตุผลที่ไปเรียนต่ออเมริกา

เบื่องาน เหตุผลที่ไปเรียนต่ออเมริกา

บทความนี้อยากแบ่งปันประสบการณ์ตรง เบื่อกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนั้น เลยลองเปิดใจพร้อมกับเดินออก จาก  comfort zone เพราะอยากเรียนรู้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ บ้างแล้ว น่าจะทำให้ชีวิตมันน่าตื่นเต้นมากกว่าที่เป็นอยู่ พี่ได้เจออะไรใหม่แบบขั้น advance ไปอีก ภาษา วัฒนธรรม สภาพอากาศ กฎหมาย ข้อบังคับ ไม่ชินกับสิ่งเหล่านี้ แต่ปรับตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความรู้สึกเบื่อในตอนนั้นเป็น จุดเปลี่ยน ให้ชีวิตจริง ๆ ค่ะ แต่เป็นอารมณ์แบบทำ ไปอย่างนั้นแหละ แต่ถามว่า ทำได้ไหม? ทำได้ค่ะ แค่ความรู้สึกที่หมด Passion จนทำให้ชีวิตดูเทา ๆ น่าเบื่อ หมดสีสันไปเลย เป็นน้องรู้สึกยังไงกับ สิ่งที่เราทำไม่ได้สนุกไปกับมันคะ

  



“เคยไหม?

เบื่อ ๆ แล้วมองเครื่องบินที่กำลังบินผ่านข้ามหัวเราไป แล้วพูดกับ

ตัวเองว่าเค้าไปไหน ทำอะไรกัน ถ้าเป็นเราล่ะจะไปไหน ทำอะไรดี”


  


 จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เมื่อได้รับผลประเมินการทำงาน ที่มีผลปรับเงินเดือนขึ้นและโบนัส ประจำปี มนุษย์เงินเดือนเรา ๆ ก็จะตื่นเต้นกันเป็นธรรมดา แต่ในช่วงนั้นพี่กำลังรู้สึกสับสนมาก ทำไมถึง เบื่องาน เพื่อนร่วม งานและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์โดยรวม ก็ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายขนาดนั้น ก็งงกับตัวเองเหมือนกันค่ะ ทำไมเราถึงไม่มีความพอใจกับสิ่งที่เรามีและเป็น

ในชั่วขณะหนึ่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าเห็นเครื่องบินผ่าน ทำไมเราไม่โบย บินไปไหนก็ได้ที่อยาก ไปแบบเครื่องบินลำนั้น ณ ตอนนั้นในหัวสมองคิดต่าง ๆ นานาเหมือน มโนไปเรื่อยว่าไป เรียนภาษาอังกฤษดีไหมหรือเรียนต่อปริญญาที่ต่างประเทศ พอดึงสติตัวเองได้ เลยพูดออก มา “ภาษาแกยังไม่ได้เลย อย่าข้ามขั้น เรียนภาษาก่อน 555” นี่คือจุดเปลี่ยนแปลงจริง ๆ แค่เรา มีความตั้งใจว่าจะต้องทำและต้องไปให้ได้ รีบหยิบ laptop ขึ้นมาหาข้อมูลวนไปค่ะ (ยังไม่ได้ ลาออกนะคะ ระหว่างนั้นทำงานงก ๆ ต่อไปค่ะ 555) 

 

“เลือกที่ชอบจะทำให้พบกับสิ่งที่ใช่”



 ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่ชอบ


ก้าวแรกคือก้าวที่สำคัญมาก นั่นคือความกลัวถูกทำลายไป และได้ก้าวข้ามผ่านเป็น ความกล้า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ วัฒนธรรมใหม่ เพื่อนใหม่ น่าตื่นเต้นสุด ๆ ไปเลย การค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับเรา เริ่มต้นง่าย ๆ กับความชอบ ชอบอะไรเลือกอันนั้น เช่น ประเทศ หรือเมือง และอากาศที่ชอบ 


พี่เลือกไปเรียนต่อที่เมืองลอสแอนเจลลิส รัฐแคลิฟอเนีย ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพราะว่าระบบ การศึกษาของอเมริกาที่ตรงกับความชอบส่วนตัว และอากาศไม่หนาวและร้อนจัด มีความคล้าย คลึงกับประเทศไทยเรา ยังมีทะเล ที่ท่องเที่ยวมากมาย ผู้คนและถนนหนทาง ไม่แออัดเกินไป คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ไปเมืองนี้ พี่จึงแนะนำให้น้องเลือกตามความชอบส่วนตัวเลยค่ะ 

 


“บทเริ่มต้นสำหรับชีวิตในต่างแดน”


 เลือกที่จะเดินทางไปต่างประเทศ


พอรู้ว่าชอบอะไร จึงเริ่มศึกษากับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง เพราะการรู้ไว้ก่อนย่อมได้เปรียบและจะได้ เตรียมตัวและระมัดระวัง เมื่อเราได้ก้าวเข้าสู่ต่างประเทศ เราจะต้องปฏิบัติตามกฎหรือข้อบังคับ ของประเทศนั้น เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราอาจมืดแปดด้าน ในต่างบ้านต่างเมือง หากต้องการ ปรึกษาหรือขอความช่วยเหลืออาจต้องเสียทั้งเงินและเวลาได้ ยกตัวอย่างเช่น อเมริกา 


เอาจริง ๆ ความรู้สึก ตอนนั้น หาข้อมูลอ่านรีวิวเยอะแยะมากมาย จนคำว่า “การใช้ชีวิตในต่าง แดน” ติดอยู่ในหัวจนหลอนเลย คือ จากไม่เคยคิดที่จะหาที่มาที่ไปแต่หลังจากนี้เริ่มอยากรู้มาก ขึ้น เค้าต้องเตรียม อะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง อยู่กันยังไง จนไปถึงวิธีการรับมือเมื่อพบเจอปัญหา ในต่างแดนต้อง ทำยังไง พี่แนะนำเลยในส่วนนี้  จะมีกลุ่มปิดใน Facebook ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ อัพเดทข้อมูล ที่เกี่ยวข้องสำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดนที่ให้ คำปรึกษา คำแนะนำและ คำเตือนต่าง ๆ ช่วยเหลือคนไทยในหลาย ๆ ด้าน เป็นอีกช่องทาง นึงที่ดีมาก ๆ ค่ะ 


“อากาศหนาว บรรยากาศก็ชวนเหงาซะเหลือเกิน”


 รับมือกับความเหงาตัวโต ๆ


บางคนไม่เหงาเลยกลายเป็นว่าชอบที่จะใช้ชีวิตในต่างประเทศ ความเหงาเลยไม่เป็นอุปสรรค เลย แต่สำหรับบางคนถือว่าเป็นบททดสอบที่เกือบถอดใจไม่ไปต่อ จะพูดว่ามีเพื่อนยังไงก็ไม่มี ทางเหงา ก็จะพูดได้ไม่เต็มปาก

เพราะความรู้สึกเหงาเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ฝนตก อากาศหนาว อาการ ป่วยร่างกาย อ่อนแอ จิตใจก็อ่อนไหว จนต้องการใครซักคนมาดูแลแต่ เพราะอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แถมเวลาก็ต่างกันอีก จะอ้อนพ่อแม่หรือแฟนก็อยู่ไกลกันเหลือเกิน อาจรู้สึกเคว้งหรือ Homesick ขึ้นมาทันที แต่เรารับมือความเหงาได้ง่าย ๆ นึกถึงงานอดิเรก ที่ชอบทำ เช่น ปีนเขา ออกกำลังกาย, Video Call, เดินออกไปรับแดดข้างนอก, ดูหนังหรือ Hangout กับเพื่อนต่างชาติค่ะ อิสระเลยอยากทำอะไรก็ทำได้เลย นี่เป็นอีกเหตุผลนึงทำให้พี่ ตัดสินใจไปต่างประเทศ 


“อ้าแขนรับสิ่งใหม่ เท่ากับได้โอกาสใหม่ ๆ”


 เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ


บางทีทำอะไรใหม่ ๆ อาจฝืนทำในช่วงแรก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คุ้นชินมาก่อน แต่ถ้าไม่ลองก็ ไม่รู้จริงไหมคะ บางทีถ้าลองอาจหลงรักไปเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน หรือเริ่มต้นจากการสังเกตุ อาจะมีแรงดึงดูดบางอย่างชวนให้เราสนใจและอยากทำสิ่งนั้น หากรู้ สึกสนุกไปกับมัน มารู้ตัวอีกที ก็อาจจะหลงรักไปแล้ว 


งานอดิเรกระหว่างอยู่ที่ต่างประเทศ คือ เล่นสกีในช่วงฤดูหนาว (ไทยเราไม่มีหิมะเลยตื่นเต้น มาก)  พายแพดเดิ้ลบอร์ดในทะเลสาบช่วงซัมเมอร์ กับอีกสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำตอนอยู่ไทย คือใส่ บิกีนี่ อายหุ่น Chubby มากแต่เมื่ออยู่ที่นี่ใส่แล้วไม่รู้สึกเขอะเขินเลย เพราะทุกคนใส่เป็นเรื่อง ปกติ และอีกกิจกรรมคือเข้าครัว ทำอาหารและทำเบเกอรี่เพราะห้องครัวในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีตู้อบแทบทุกบ้านสามารถทำขนมหรืออาหารเพลิดเพลินมาก ๆ เลยค่ะ 

“Hello, How are you?”



 เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม


ปฏิบัติตนให้เหมาะสม เข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ไม่ทำตัวแปลกแยกจนดูขวางโลก เพื่อ ให้การดำรงชีวิตสำหรับเด็กไทยอย่างเรา ๆ ในต่างแดนต้องรอดและราบรื่น 

ประสบการณ์ที่พี่ได้ก้าวเท้าก้าวแรกแตะพื้นที่สนามบิน LAX เริ่มเห็นบางอย่างที่แตกต่างได้ ชัดเจน รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง การพูดทักทาย และการขอบคุณทุกครั้งที่มีการสนทนา ระหว่างกัน  และ ก่อนแยกกันก็ยังมีประโยคที่อวยพรทิ้งท้ายไปอี๊ก เช่น Hello, Thank You, Have a nice day เป็นต้นค่ะ ไม่จำเป็นต้องรู้จักมาก่อนก็ทักทาย นี่ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรม ที่คนใน California เค้าทำกัน ถือว่าปกติมาก ๆ ค่ะ มาแรก ๆ เด๋อด๋ามาก เรารู้จักกันด้วยหรอ (คิดในใจ555) ทักเสร็จแยกย้ายแค่นั้นจริง ๆ ค่ะ น่ารักดีนะ ความรู้สึกเหมือนคนอเมริกัน Welcome อย่างอบอุ่น



“ชีวิตที่อิสระ”



 ประสบการณ์นอก Comfort Zone


ได้ทำอะไรนอกกรอบ ทั้งที่เป็นอิสระทางความคิดและตัดสินใจทำด้วยตนเอง ทำให้น้อง ๆ ได้โต เป็นผู้ใหญ่ขึ้น หากสิ่งที่ได้ลงมือทำและเมื่อเกิดปัญหาน้อง ๆ จะคิดและแก้ไขให้ผ่านไป ได้ด้วยตนเอง ยิ่งเป็นบทพิสูจน์ความ Strong ของน้อง ๆ ได้ดีเลยค่ะ 


พี่ขอมอบคำว่า ดูแลตัวเองกันดี ๆ ให้เด็กไทยทุกคนที่โบยบินจากบ้านมาไกลเพื่อหาประสบ การณ์ทั้งคนที่มาเรียนหรือมาทำงานที่ต่างประเทศ เพราะการการหวังพึ่งใครเหมือนตอนอยู่ที่ ไทย ค่อนข้างหวังยากซักนิดเพราะหลาย ๆ คนก็ต้องต่อสู้กับหลาย ๆ อย่างเพื่อความอยู่รอดกัน 


Part นี้อาจฟังดูทำไมดูมืดหม่นจัง จริง ๆ ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะคะ เมื่อก้าวออกจาก Comfort zone นั้นต้องพึงระลึกเสมอว่า เราเดินจากมาลำพังเพื่อฝึกกับบททดสอบที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งใน ความทรงจำในชีวิตของเราเลย เมื่อวันที่เราทำอะไรได้ด้วยตนเองเราจะขอบคุณตัวเราเองที่ ผ่านเรื่องทั้งดีร้ายมาด้วยกัน พี่พูดได้เลยหากได้ผ่านบททดสอบเหล่านี้ เมื่อกลับมาไทยเจอเรื่อง อะไรมากระแทกใจหน่อย น้องจะเอ่ยปากว่า เรื่องจิ๊บ ๆ หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว Strong สุด ๆ


“Improve your english”


 ทักษะภาษาอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน


ขอออกตัวก่อนว่าตอนอยู่ไทย พี่มีความชำนาญด้านภาษาอังกฤษ ถ้าเต็ม 10 ให้ 2 คะแนนค่ะ 2 คะแนนที่ได้คือท่องและรู้จักกริยา 3 ช่องไม่เกิน 500 คำ และ Grammar ที่รู้แบบเบสิคมาก ๆ คือ Past , Present Simple แค่นี้จริง ๆ ค่ะ พี่เลยลงเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษทั่วไป ซึ่งในโปรแกรมนี้จะประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ ทักษะหลัก ๆ 4 ทักษะ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน และไวยากรณ์ 


เมื่อได้ไปถึงที่โรงเรียนภาษาที่อเมริกาต้องมีการสอบเพื่อวัดระดับหรือ Level ของภาษาอังกฤษ โรงเรียนจะจัดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับเรา อยากรู้ใช่มั้ยคะ พี่ Level ไหน ระดับนี้ไปไม่ให้ เสียเที่ยวค่ะ จัดไป Level 1 เลยค่ะ (ภูมิใจมาก กะจะเอาให้คุ้มเลย 555) ในแต่ละ Level จะใช้ เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ และมีการสอบหลังเรียนจบแต่ละ Level หากผ่านเกณฑ์ก็ได้ เลื่อน Level ที่สูงขึ้นไปค่ะ


ช่วง 1-2 อาทิตย์แรก เอ๋อและนั่งนิ่ง แบบ เอ่อๆ อะไรนะ ตาลอย ๆ (สายฮา ฮ่าๆ) อาจารย์ ผู้สอนพูดอะไรก็หูดับ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา … แต่หลังจากนั้น ครูสอนผู้พูดอะไร เข้าใจหมด แต่ยังพูดโต้ตอบไม่ได้ ก็เริ่มลงเรียนวิชาเลือก Conversation พูดคุยสนทนาโต้ตอบ ปากก็เริ่ม ได้ใช้งานบ้างแล้ว คอก็เริ่มแห้ง เพราะครูผู้สอนจะให้พูดคุยกับเพื่อนในคลาสตลอดเวลา แต่ไม่ น่าเบื่อเลย เพราะกิจกรรมที่เอามาแทรกในเนื้อหาที่เรียนมันดีต่อการใช้สื่อสาร ใช้ได้จริงใน ชีวิตประจำวันได้ดีทีเดียวเลยค่ะ


หลังจาก 6 เดือน เห็นพัฒนาด้านภาษาเริ่มดีขึ้น ได้ยิน พูดตอบอัติโนมัติเลย สำหรับบางคน ที่ยังไม่ได้ ก็อย่าเครียดหรือกังวลไป เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ดีมาก ๆ ได้ผลจริง ๆ เลย คือ ไปทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนกับเพื่อนต่างชาติ สื่อสารกันเฉพาะภาษาอังกฤษ พูดทุกวัน ไม่ได้ภาษาให้มันรู้กันไปเลย และการได้ไปเรียนภาษาในประเทศที่เค้าใช้ภาษาอังกฤษ มันเป็น ประโยชน์กับน้องมากที่สุดเลย


“Reach your goal”


 กลับไทยใช้ได้จริงและดีกว่าที่คิด


สิ่งที่จะได้แน่นอนเมื่อกลับไทย ผ่านประสบการณ์ตรงของพี่เอง 

  • มีความมั่นใจการใช้และพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น
  • เพื่อนต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารได้ทั่วโลก
  • ความอดทนและจัดการในสถานการณ์ที่กดดันได้มากขึ้น
  • ตัดสินใจได้เด็ดขาดกับสิ่งที่ถูกต้อง
  • เข้าใจวัฒนธรรมที่เป็นสากลมากขึ้น
  • เคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้น
  • มีวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น
  • เคารพและเคร่งครัดกฎจราจรมากขึ้น
  • มี Connection ระดับนานาชาติ
  • มีความเป็น Professional จริงจังในทุกนาทีของการทำงาน
  • ช่องทางการหางานได้กว้างขึ้น รวมทั้งบริษัทต่างชาติทั่วโลก
  • Resume มีความน่าสนใจกับประสบการณ์การทำงานหรือได้ฝึกงานในต่างประเทศ
  • ดำรงชีวิตบนพื้นฐานความจริง 
  • ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น 
  • รักสุขภาพมากขึ้น ดูแลเป็นพิเศษ หากเจ็บป่วยระหว่างอยู่ต่างประเทศค่ารักษาแพงหูฉี่
  • การเดินทางไปต่างประเทศจะเป็นเรื่องง่ายไปเลย




“เรียนต่อต่างประเทศได้อะไรมากว่าที่คุณคิด รู้แบบนี้แล้ว ไปหาโปรแกรมเรียนกันเลยคะ “

 


ถ้าพร้อมแล้ว Let’s Go
 



รู้แบบนี้แล้วรอช้าอยู่ใย รีบตามหาโปรแกรมที่ใช่ ประเทศที่โดน แล้วไปพัฒนาศักยภาพในตัวกันเลยค่ะ พี่ๆ ABROADY ได้แนบลิ้งค์เพื่อให้น้อง ๆ พี่ ๆ ได้เข้าไปเพื่อสามารถเช็ค

โปรแกรม ประเทศ และราคาได้ด้วยตัวเองด้านล่างนี้ พร้อมสามารถกดจองโปรแกรมที่สนใจไว้ได้เลย หากมีข้อสงสัยด้านการไปเรียนต่อต่างประเทศสอบถามทีมงาน ABROADY ได้ตลอดเวลาคะ

 


 Click อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง


 เรียนต่อต่างประเทศอเมริกา 

 อยากเรียนต่อต่างประเทศ ไม่รู้จะเริ่มยังไง

 10 มหาวิทยาลัย Top Ranked ของอเมริกา

 ไปเรียน LA หรือ NYC ดี

 เรียนภาษาที่อเมริกา 3 เดือนใช้เงินเท่าไหร่

 ขอวีซ่านักเรียนของอเมริกาอย่างไรให้ผ่านในครั้งเดียว

 เรียนด้วย ทำงานด้วยที่อเมริกาฟันธงให้แน่ ว่าทำได้จริงหรือไม่

 เตรียมอะไรบ้างก่อนไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา

 วางแผนค่าใช้จ่ายชีวิตต่างแดน

 10เหตุผลดีต่อใจทำไมต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com